2008/Dec/31

「ぱちゅみりんと新年向け」




แพ็ทชูมิริน คืออะไร?


มันคือชื่อคู่หูดาราดาวตกที่ถูกอุปโลกขึ้นมา
โดยโดจินเซอร์เคิลที่ชื่อว่า Yellow Zebra ครับ

แพ็ทชูมิริน パチュみりん ประกอบด้วยตัวละครสองตัว อันได้แก่

紅美鈴 ฮง เม่ยหลิง (แต่มักโดนอ่านผิดเป็น ลี เม่ยหลิง)
และ パチュリー・ノーレッジ แพ็ทชูลี่ โนว์เล็ดจ์

ทั้งสองคนนี้เป็นตัวละครจากเกมซีรียส์ Touhou ครับ
ชื่อวงแพ็ทชูมิริน ก็มาจากชื่อของ แพ็ทชูลี่ + เม่ยหลิงนี่เอง
(ชื่อเม่ยหลิง ถ้าอ่านแบบญี่ปุ่น จะออกเสียงได้ว่า มิริน)

東方 (โทโฮ) เป็นโดจินซอฟต์ประเภท Scroll Shooting ชื่อดังตูมตาม
สร้างโดยเซอร์เคิล Team Shanghai Alice
และคงพูดได้ว่าดังที่สุดในบรรดาโดจินซอฟต์เกมยิงแล้ว
แม้จะมีเกมออกมามากมายหลายภาค (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะถึง 15 ภาค)
แต่ความนิยมก็ไม่ได้ตกลงเลย ดังถึงขนาดที่ว่ามีกำหนดจะทำเป็น
ทีวีอนิเมชั่นออกฉายในปีหน้าที่จะถึงนี้เลยเชียวแหละ
ในเกมมีตัวละครที่ปรากฏออกมามากมายมหาศาล
ทั้งในฐานะตัวละครที่เล่นได้และตัวละครที่เป็นบอสประจำฉาก

ด้วยกระแสบูมของโทโฮนี้เอง ทำให้ค่ายโดจินซอฟต์มากมายหลายค่าย
ต่างก็พากันเอาตัวละครของโทโฮมาทำเป็นซอฟต์ของค่ายตัวเองบ้าง
(เรียกได้ว่าโดจินซอฟต์ที่ทำจากโดจินซอฟต์อีกต่อนึง)
และค่าย Yellow Zebra ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

Yellow Zebra ได้นำเอาตัวละครสสาวๆ จากเกมโทโฮ
มาจัดประชันฝีปากแข่งขัน เพื่อเลือกเฟ้น "สุดยอดคู่หูดาวตลก"
โดยการออกจำหน่ายการแสดงตลกของตัวละครเหล่านี้
ในรูปแบบของ Audio CD ที่ชื่อว่า Touhou M-1 Grandprix
เนื้อหาในแผ่นจะเป็นการผลัดเวียนกันขึ้นมาเล่าเรื่องตลกของคู่ต่างๆ
เมื่อจบแล้วก็จะมีกรรมการมาให้คะแนน ตัดสินผู้ชนะประจำงาน





ณ ปัจจุบัน CD ชุด Touhou M-1 Grandprix มีวางจำหน่ายถึง Vol.3
(ซึ่งขายในงาน Comic Market ครั้งที่ 75 ที่เพิ่งจบไปเมื่อวานนี้เอง)
ส่วนการแสดงของคู่หูแพ็ทชูมิริน อยู่ใน CD Vol.2


การแสดงของแพ็ทชูมิรินมันเจ๋งยังไง ตลกแค่ไหน
ลองดูลองฟังกันเองด้วยสายตาตัวเองดีกว่า



แฟนซับของ et'cetera อนุญาตให้แจกจ่ายได้อย่างอิสระเต็มที่
ภายใต้ข้อแม้ที่ว่า "ไม่นำไปทำกำไรเป็นตัวเงิน"
นอกนั้นจะเอาไปปล่อยบิททำเรโช กระจายลิงค์ เขียนแผ่นแจก
ก็ตามแต่สะดวกเลยครับ ที่ทำออกมาก็แค่อยากให้มีคนได้ดูเยอะๆ นี่ละ
(ถ้ามีการคิดเงินอย่างน้อยๆ ก็คิดในราคาเพื่อนๆ ให้กันเถอะครับ)


DOWNLOAD

[et'cetera Fansub] Patchou-Mirin C75 [Thai-Sub][640x480][MP3][XviD].avi

 
สุดท้ายนี้ สุขสันต์วันปีใหม่แด่เพื่อนๆ ทุกท่านครับ
みなさま、よいお年を~

 

2008/Nov/25


- ทฤษฎีที่ 1 -


เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อประมาณเดือนก่อน
เจ้าของบล็อกได้ไปร่วมงานเลี้ยงเฉดหัวเพื่อนคนนึงไปเรียนต่อต่างประเทศ
พอกรึ่มบรรยากาศได้ที่ ทุกคนก็เริ่มพูดคุยสัพเพเหระ มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง
พอเนื้อหาเริ่มวกเข้าเรื่องการ์ตูนกะอนิเม เพื่อนอาวุโสผู้ทำงานอยู่บริษัทญี่ปุ่น
ซึ่งกำลังกรึ่มฤทธิ์เบียร์ก็โพล่งขึ้นมาทันควัน

"รู้ป่ะ ว่าคำว่าโอทาคุเนี่ยมันมาจากไหน
จริงๆ ต้นกำเนิดมันกว่า 20 ปีที่แล้วเลยนะเว้ย
กรูฟังจากหัวหน้าคนญี่ปุ่นมาเลย
"

 
อ่า...ฮ้า...

ทีแรกเราก็นึกว่าจะเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เราเคยฟังกันมาแล้ว
แต่ เฮ้ย... ไม่ใช่ว่ะ เรื่องนี้ยังไม่เคยฟัง ไหนเจาะลึกเด๊ะเพ่


อาเฮียเล่าให้เราฟัง (จากการฟังคนญี่ปุ่นเล่ามาอีกที) ว่า
ราวๆ 20 ปีก่อนเนี่ย มันมีคนญี่ปุ่นโคตรเพี้ยนอยู่คนนึง
สร้างวีรกรรมผ่านสื่อมวลชนไว้มากมายจนโด่งดังไปทั่วญี่ปุ่น

ชื่อของคนเพี้ยนคนนี้คือ ทาคุ ฮะจิโร่ 宅八郎
สื่อมวลชนเรียกเขาด้วยชื่อ ทาคุซัง แต่พอเรียกไปมากๆ เข้า
ก็มีการเติมคำ "โอ" นำหน้าเพื่อความสุภาพ กลายเป็น "โอทาคุซัง" ไปในที่สุด

*โอ เป็นคำที่ใช้เติมหน้าชื่อคนหรือสิ่งของเพื่อเพิ่มความสุภาพ




นี่ละครับ หน้าตาของนายทาคุ ฮะจิโร่


โอทาคุซังคนนี้เจ๋งยังไงน่ะเหรอครับ สมัยเรียนมหาลัย
หมอนี่อยู่ชมรมการ์ตูน แต่งชุดตุ๊กตามนุษย์ดาวบัลตั้นทับเสื้อสูท
ไปสมัครงานตามที่ต่างๆ จนกลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชน

ทาคุซังเคยคลั่งไคล้ดาราไอด้อลชื่อ โมริทากะ จิซาโตะ ถึงขนาดบุกต้นสังกัด
เพื่อขอที่อยู่ส่วนตัว แต่ถูกต้นสังกัดปฏิเสธกลับมาด้วยเหตุผล
"เจ้าตัวกราบขอร้องมาว่ากรุณาอย่าเถอะค่ะ"

ว่ากันว่าในงานคอนเสิร์ตครั้งหนึ่ง โมริทากะ จิซาโตะ ถึงกับแสดงท่าทีรำคาญ
อย่างออกนอกหน้าบนเวทีเมื่อได้เห็นทาคุเข้าร่วมชมคอนเสิร์ตครั้งนั้นด้วย

เรื่องราวความพิลึกของทาคุยังมีอีกเยอะ เอาเป็นว่ามีบันทึกไว้ใน wikipedia
ให้อ่านกันจนตาลาย ออกรายการโทรทัศน์ร้อยแปด มีโฆษณา มีงานเขียน
เป็น DJ มีกระทั่งวงดนตรีร็อคส่วนตัว คงเป็นเพราะคาแร็คเตอร์อันโดดเด่น
ของทาคุที่ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำของผู้คนในเวลาอันรวดเร็ว

อาเฮียฟันธงสรุปว่า โอทาคุ กำเนิดมาก็จากไอ้หมอเนี่ยแหละ
ทำนองว่าใช้ไปใช้มา เวลาพูดชื่อโอทาคุปุ๊บ คนก็จะนึกภาพลักษณ์ของหมอนี่ปั๊บ
เลยกลายเป็นว่า เวลาเจอคนที่มีลักษณะเพี้ยน Nerd คล้ายๆ กัน
ก็มักจะแซวกันว่า "เป็นโอทาคุเรอะ"

คำว่าโอทาคุจึงแพร่หลายถึงปัจจุบัน โดยน้อยคนนักจะรู้ถึงต้นกำเนิดมัน

เรื่องเล่านี้ถ้าให้พูด ผู้เขียนก็คงว่าเหมือนกับคำว่า "เกรียน" นี่แหละ
เริ่มต้นจากการใช้เรียกคนคนเดียว แล้วแพร่หลาย
จนกลายเป็นคำใช้เรียกเหมาคนที่มีลักษณะเดียวกันทั้งหมด

ล่าสุดทาคุลงสมัครหาเสียงเป็นผู้ว่าเขตชิบุยะในปี 2007 ที่เพิ่งผ่านมา
โดยทรงเครื่องในชุดเหมด (สาวใช้) ไปยืนหาเสียงหน้าอนุสาวรีย์เจ้าหมาน้อยฮะจิ

"ชิบุยะกำลังพ่ายแพ้ให้แก่อากิบะ (อากิฮาบาระ)
ผมจะเพิ่มเหมดคาเฟ่ให้มากขึ้น
จะทำให้ชิบุยะกลายเป็นโมเอะทาวน์ให้จงได้
"

และสโลแกนหาเสียงประจำตัวเขาคือ
"นำความโมเอะมาสู่เมือง"




ทาคุ ฮะจิโร่ กับไอเทมประจำตัว แมจิคแฮนด์


ทาคุสอบตกไปตามระเบียบด้วยคะแนนเสียง 5605 คะแนน
ซึ่งนับเป็น 8.5% ของคะแนนเสียงทั้งหมด
(ควรจะพูดว่าโล่งอกหรือหนักใจกับ 8.5% นี้ดี?)

คลิปวีดีโอการหาเสียงตัวนี้คิดว่าหลายๆ คนอาจจะเคยเห็นมาบ้าง
เพราะว่าตอนนั้นเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปพักใหญ่เหมือนกัน
ผู้เขียนก็เคยได้ดู แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าหมอนี่คือใคร


ไม่น่าเชื่อเนอะ...
ใช่ ผู้เขียนเองได้ฟังแล้วก็ไม่เชื่อ จนต้องกลับมาทำรีเสิร์ชเพิ่มเติม
ทำให้ได้เบื้องลึกที่มาของคำว่า โอทาคุ เพิ่มอีกหลายทฤษฎี



- ทฤษฎีที่ 2 -

เป็นข้อมูลที่ได้จากเพื่อนอีกท่าน
ซึ่งรู้ภาษาญี่ปุ่นและมีคอนเน็คชั่นกับเพื่อนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
(ไม่ใช่ใครหรอก ก็ไอ้ที่แปลแฟนซับ AIR นั่นแหละ)

ข้อมูลที่หมอส่งมาเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่แปลได้ใจความว่า
แต่เริ่มเดิมที คำว่า โอทาคุ มันกำเนิดมาจาก กลุ่มแม่บ้านยามบ่าย

ฮั่นแน่... มาแปลก

ถ้าเคยอ่านการ์ตูนหรือดูดราม่าญี่ปุ่น น่าจะเคยเห็นกันบ้าง
กับภาพแม่บ้านญี่ปุ่นหิ้วตระกร้ากับข้าวบ้างละ ถือไม้กวาดบ้างละ
อุ้มแมวบ้างละ ยืนจับกลุ่มสุมหัวคุยกันหน้าอพาร์ทเมนท์ที่พัก
ไอ้เนี่ยแหละที่เขาเรียกว่า "กลุ่มแม่บ้านยามบ่าย" ของญี่ปุ่น

เหล่าแม่บ้านที่รอสามีรอลูกกลับบ้าน หลังจากทำงานบ้านช่วงเช้าเสร็จ
บ่ายมันก็ว่างไม่มีอะไรทำ เลยมักจะมารวมกลุ่มกันเพื่อพูดคุยสัพเพเหระ
ซุบซิบนินทาครอบครัวโน้นบ้างละ พูดคุยโอ้อวดลูกชายตัวเองบ้างละ

บางครอบครัวมีลูกชายบ้าการ์ตูน บ้าพลาโม บ้ารถไฟจำลอง
ก็เอามาปรับทุกข์ให้เพื่อนบ้านฟัง คนอื่นๆ ฟังแล้วเวลาจะออกความเห็น
มักจะพูดว่า 「御宅のお子さん・・・」 (โอทาคุ โนะ โอโกะซัง...)
ซึ่งแปลได้ว่า "คุณลูกบ้านเธอ..." แล้วจะออกความเห็นยังไงต่อก็ว่าไป

พูดไปพูดมาบ่อยครั้งเข้า มันก็เหลือแค่สั้นๆ ว่า
「御宅は・・・」 (โอทาคุ วะ...)

"ลูกบ้านนะชั้นเอาแต่เล่นเกม อ่านการ์ตูน..."
"โอทาคุ วะ..." (บ้านเธอล่ะ...)

จนคำว่าโอทาคุถูกใช้แพร่หลาย
และเป็นคำที่ใช้เรียกเหล่าเด็กผู้คลั่งไคล้การ์ตูน และของเล่นไปในที่สุด

โอทาคุทั้งหลาย...
สำนึกตนเถิดว่าตนนั้นกำเนิดมาจากการจับกลุ่มนินทาของเหล่าอาซิ้ม

ฮา ฮา



- ทฤษฎี 3 -

ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อ้างว่าโอทาคุเป็นต้นกำเนิดของจักรวาล...

เฮ่ย ไม่ช่าย

อันนี้ผู้เขียนคุ้ยเจอเองใน wiki
จริงๆ ก็อ่านเจอหลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีนี้อ่านแล้วน่าเชื่อดี

ทฤษฎีนี้เขียนไว้ว่า โอทาคุ กำเนิดจาก มาครอส (Macross)

จริ๊งงงง...


Macross หรือชื่อเต็มๆ ว่า 超時空要塞マクロス
(Dimension Fortress Macross)
คือชื่ออนิเมหุ่นยนต์ที่เริ่มฉายปี 1982 และกลายเป็นอนิเมดังคับฟ้า

ทีนี้พระเอกสุดเท่ของเรื่องซึ่งมีชื่อว่า อิจิโจ ฮิคารุ 一条輝
มีนิสัยพิลึกๆ ก็คือมักจะใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 เรียกคู่สนทนาว่า "โอทาคุ"
ซึ่งเป็นสรรพนามแบบสุภาพใช้เรียกบุคคลที่ค่อนข้างห่างเหิน
(และมีความหมายในเชิงประชดกลายๆ)

ในกลุ่มคนบ้าการ์ตูนที่ได้ดูเรื่องนี้กัน ก็เลยเอามาใช้คุยเล่นกันในวง
โอทาคุ (นาย) อย่างโน้น... โอทาคุ (นาย) อย่างนี้...
และแพร่หลายไปทั่วในฐานะคำที่ใช้เรียกพวกบ้าการ์ตูนในเวลาต่อมา


...ต๋งมงเหมียวขื่อด้วยประการฉะนี้


แม้ว่าที่มาของโอทาคุจะมีหลายทฏษฎี แต่ทุกที่มักจะระบุคล้ายกันว่า
คำนี้เริ่มมีการใช้ในช่วงประมาณปี 1980 กว่าๆ

มาครอสเริ่มฉายปี 1982
นายทาคุเริ่มตกเป็นเป้าสื่อมวลชนประมาณปี 1983
(ส่วนไอ้ชมรมแม่บ้านนั่น... ไม่รู้)

แต่อย่างไรก็ตาม แรงบูมของการ์ตูนและอนิเมมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว
สมัยที่คำโอทาคุยังไม่กำเนิด เหล่าผู้คนที่บ้าคลั่งในการ์ตูน
จะถูกเรียกด้วยคำว่า เบียวคิ ビョーキ และ นิจิคอน 二次コン ครับ

คำว่า เบียวคิ แปลได้ว่า "ป่วย"
ซึ่งคงตีความหมายได้ว่าอาการป่วยทางจิตจากการคลั่งไคล้อย่างเกินพอดี

ส่วน นิจิคอน นั้นย่อมาจากคำว่า นิจิเก็นคอมเพล็กซ์ 二次元コンプレックス
ที่แปลได้ว่า "อาการคลั่งไคล้โลกสองมิติ" (นิจิเก็น = สองมิติ) นั่นเอง



ผู้เขียนไม่สามารถตัดสินได้ว่าการเป็น "โอทาคุ" นั้นเป็นสิ่งผิดหรือถูก
แต่ผู้เขียนมีความคิดเห็นต่อโอทาคุค่อนข้างชัดเจน
(มีเขียนไว้ตั้งแต่ entry แรกสุดของบล็อกด้วยซ้ำไป)
และอยากจะชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นเจ้าของคำเอง
ยังมองความหมายของโอทาคุไปในทางที่ไม่สู้ดีนัก

ดังนั้น ก่อนที่จะเชิดอกรับ Rank "โอทาคุ"
กรุณาพิจารณาดูอีกสักครั้งว่ามันน่าภูมิใจมากน้อยเพียงใด?
คำแสลงความหมายไม่ดีจากต่างชาติคำนี้
สมควรนำมาพูดเชิดชูให้เป็นสิ่งดีหรือไม่?


...ขอได้โปรดตรองดู



อนึ่ง
ใครมีทฤษฎีที่มาของคำว่าโอทาคุเจ๋งๆ แบบอื่น มาแชร์กันโดยไว

2008/Oct/22

「JK」


ยะฮู้ ตัดผมแล้วจ้า! (เจ้าของบล็อก)
หลังจากที่ไม่ได้ตัดผมมา.... มากกว่าสิบปีอีกมั้ง
จากผมยาวสลวยเลยก้นกบ ตอนนี้สั้นเหี้ยนเหลือยาวแค่ต้นคอ
ทำเอาเสียสมดุลย์เดินไม่ตรงทางไปหลายวันเลยแฮะ

ฮูเรจบ ถัดมาก็บ่น...
ให้ตายสิ ผู้เขียนคงจะไม่มีบุญกับระบบล็อกจริง
พิมพ์บล็อกเสร็จไปทีนึงแล้ว มันต้องมีเรื่องให้เจ๊งต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมดทุกที
คราวนี้พิมพ์เสร็จ กดเซฟแล้ว เซฟสำเร็จดีปกติ แต่ครั้นมาเปิดเช็คอีกที
ไฟล์หน้า html หน้านั้นเจ๊งแบบเนื้อหาหายไปหมดเลย เฮ้อ

เนื้อความที่อ่านกันตรงนี้เป็นเนื้อความที่พิมพ์รอบสอง
ความละเอียดละออและสละสลวยอาจจะไม่เท่ากับฉบับพิมพ์ครั้งแรก เอาน่าๆ

เอาละ ส่งไม้ต่อให้นายน้ำมะนาว4-0 รับช่วงต่อครับ



โอฮาลัคกี้...

คำทักทายที่แสนจะคิดถึง
สวัสดีครับทุกท่าน กระผมนายน้ำมะนาว4-0 เจ้าเดิม

หลังจากแอบอู้งานได้พักใหญ่เลยเจียดเวลาอู้มานั่งเขียนบล็อกกันซะที
นอกจากเจียดเวลาอู้ ยังต้องคอย ลากถู Genocide Fang เจ้าของบล็อก
ให้มารีบๆ ย่อยมุก LUCKY STAR OVA ซะที เพราะช่วงนี้แกเริ่มฤดูจำศีลซะแล้ว

ก่อนอื่น ต้องพูดออกตัวก่อนเลยว่ามุกใน OVA ตอนนี้
หลายมุกที่เป็นมุกญี่ปุ่นจ๋า ซึ่งนอกจากจะเสียเวลาในการเกริ่นถึงที่มาแล้ว
ยังจะไม่ขำ(ในมุมมองของคนไทย)อีกด้วย เหมือนกับเราเอามุกใน เดี่ยว 7
ไปเล่นให้คนต่างชาติฟัง มันก็ย่อมจะไม่เก๊ตไม่ขำแน่นอน

เอ้า... ถ่างขาๆ
/me หันหน้าไปพึ่งพาเอเลี่ยน

เอาเป็นว่า ย่อยมุกตอนนี้จะขอพูดข้ามทุกมุก Local ในญี่ปุ่น
ที่เห็นแล้วว่าไม่น่าพูดถึงไปก็แล้วกันขอรับ


เริ่มด้วยชื่อตอนของ OVA แผ่นนึ้

「JK」

อะไรหว่า? JOKER?
จริงๆ ก็ไม่ทราบหรอกครับ จนได้อ่านเจอในนิตยสารรายเดือน COMP ACE
เฉลยไว้ว่ามันคือ JOSHI KOUSEI 女子高生 ที่แปลว่า "นักเรียนหญิงม.ปลาย"
แค่ชื่อตอนยังมีการเข้ารหัสกันเลย คิดดู มุกในตอนจะซับซ้อนขนาดไหน


นาทีที่ 4

"สิ้นหวังแล้ววว!!!"

แพ็ตตี้ สิ้นหวังกับปุ่มเนื้อ (นิคคิว) ตรงฝ่าเท้าที่ไม่นุ่มนิ่มของเชอรี่
อันที่จริงเท้าหมามันก็ไม่น่าจะนิ่มนี่นะ ไม่ลองไปจับของแมวคนวาดดูบ้างละ




บล็อกบ้าอะไร ปีนึงจะอัพเดตสักครั้ง สิ้นหวังแย้วววว


บทพูดของแพ็ตตี้นี้เป็นบทพูดประจำตัวของ อ.อิโตชิกิ โนโซมุ
ตัวเอกจากเรื่อง Sayonara Zettsubou Sensei
(ลาก่อน อ.ผู้สิ้นหวัง ของวิบูลย์กิจ)
ซึ่งเคยเป็น Entry หนึ่ง Entry เต็มๆ ในบล็อกอีไตเฮาไดนี้เองครับ




สิ้นหวังแล้ว สิ้นหวังกับอนิเมซีซั่นใหม่
ที่หาเรื่องเน้นเซอร์วิสไม่ค่อยมีแถมมีแต่เลือดสาด



นาทีที่ 8

บนเซอร์เวอร์เกมออนไลน์ลึกลับ ปรากฏภาพปาร์ตี้ 4 สาวหน้าตาคุ้นๆ
ปกติเราทราบกันว่าโคนาตะกับ อ.นานาโกะ เล่นเกมด้วยกันอยู่เป็นปกติแล้ว
แต่วันนี้ลมเพลมพัดอะไร สองพี่น้องฮิอิรางิถึงได้มาเล่นกับเขาด้วยหว่า?




คางามิน ถึงอยู่ในเกมก็ยังน่ารักน่าหยิก


KONAKONA :
"อาจารย์คะ ที่จริงคางามิเค้าเป็นแฟนของนักเขียนนิยาย
ที่มาเขียนบทให้อนิเมที่สร้างมาจากเกมนี้น่ะ"


ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก

อนิเมเรื่องนี้คือ Druaga : the Aegis of Uruk ที่ฉายจบไปได้พักโตครับ
และนักเขียนนิยายคนที่ว่าก็คือคุณ กาโต โชจิ ผู้แต่งบท Full metal Panic!
ที่คางามิติดตามอยู่นั่นเอง อย่างนี้สิเรียกว่าแฟนเหนียวแน่น




นอกจากบทอนิเม คุณกาโต โชจิยังเขียนบทให้เกม RPG ฟอร์มใหญ่(เกือบ)ล่าสุด
ชื่อ Infinite Undiscovery ของค่าย SQUARE-ENIX บนเครื่อง XBOX360 ด้วยนะ




นาทีที่ 9

พูดถึงเกมออนไลน์ อ.นานาโกะ ก็บ่นถึงเกมและอนิเมเรื่องนึง
ที่ทำท่าจะเป็นออนไลน์แต่ที่จริงๆ แล้วเป็นออฟไลน์
แถมอาจารย์ยังคิดว่ามันเป็นออนไลน์ไปจริงๆ ซะด้วย
เกมและอนิเมซีรีย์ที่ว่าก็คือ .hack นั่นเองครับ
คิดว่าคงพอเคยได้ยินกันบ้างไม่มากก็น้อย




หนึ่งในเกมที่มีภาคต่อออกมาถี่และเยอะมาก
แต่ยังคงมีกลุ่มแฟนๆ ที่เหนียวแน่น




นาทีที่ 11

ปาร์ตี้ของโคนาตะคิดค้นท่าโพสหลังชนะการต่อสู้





ไม่คุ้นเลยเนาะ แถมมีคนผ่านไปผ่านมาช่วยแจมท่าให้อีก 1 นาย





ก็มาจากไอ้ เรื่องนี้ ↑ นี่แหละครับ
เอาเถอะ ผมว่าผมชินชาแล้ว ถ้าลัคกี้สตาร์ไม่เล่นมุกฮารุฮิเห็นทีจะไม่ได้



นาทีที่ 12

เรื่องยังคงอยู่กับเกมออนไลน์ Druaga
อ.นานาโกะ โชว์โล่แห่งพิซซาล่า ไอเทมแถมจากการสั่งพิซซ่า
โคนาตะก็ไม่น้อยหน้า โชว์ไอเทมแถมจากการสั่งข้าวหน้าไข่ปลาแซลมอนมั่ง




หูย.. พวกจ่ายตังค์แลกไอเทมเกมออนไลน์นี่หว่า


ที่น่าตกใจคือไอเทมที่เอามาโชว์พวกนี้ มีจริงในเกม
Druaga Online : Recovery of Babylim ที่เป็นเกมออนไลน์ในญี่ปุ่นครับ




จะว่าโฆษณาก็คงไม่ได้
เพราะของพวกนี้มันหมดเขตแลกไปตั้งกะอนิเมจบโน่นแหล่ว


การส่งเสริมการขายแบบ Collaboration (ร่วมมือระหว่างบริษัท) นี้กำลังเป็นที่นิยม
อาทิเช่นโฆษณาแฝง PIZZA HUT ที่เราเห็นกันในอนิเม CODE GEASS เอย
โฆษณา COCA-COLA ในเกมออนไลน์อย่าง KART RIDER ของประเทศเกาหลีเอย
โฆษณา COCA-COLA โดยใช้ตัวละครจากเกม grand theft auto (สุดเจ๋ง) เอย

ถ้าเมืองไทยมีเกมออนไลน์ ในอนาคตเราอาจได้ใช้โล่ไก่ย่างห้าดาว
หรือกระบี่(หมี่)หยกแห่งชายสี่หมี่เกี๊ยว อะไรแบบนี้กันบ้างเนอะ



นาทีที่ 13

หลังช่วงใหม่ ดูเหมือนว่าวันนี้สาวๆ ครอบครัวฮิอิรางิจะไปงานเต้นรำกัน
มีแต่คางามิคนเดียวที่ขออยู่เฝ้าบ้านเนื่องจากขี้เกียจ

คุณเธอก็คงจะมีโอกาสได้พักผ่อนอยู่บ้านสบายๆ หรอก
ถ้านังนี่ ไม่โผล่หัวออกมา




โคนะโคนะปรากฎตัวในฐานะแม่มดผู้ใจดี(?)

"คำปรารถนานั้น เราจะทำให้เป็นจริงเอง"

เสียงสวรรค์ประทานพรปีใหม่ที่ดักแก่ประโยคนี้
มาจากเกม Tokimeki Memorial อันเป็นเกมจีบสาวชื่อดังของค่าย KONAMI ครับ
ใครเคยเล่นเกมต้องเคยได้ยินกันปีละครั้งตอนอีเวนท์ปีใหม่

ส่วนคอสตูมของโคนาตะก็ยังคงเป็นชุดเดิมๆ
นั่นคือชุดของ แม่มดผู้ชั่วร้าย นางาโตะ ยูกิ จาก ฮารุฮิ ตอน 24
+ คทา Staring Inferno อ็อปชั่นคู่มือ



นาทีที่ 15

หลังจากโดนเซ้าซี้แกมบังคับ
คางามิจึงต้องสมัครใจ(?)ไปงานเต้นรำ แม่มดโคนาตะก็ไม่รอช้า
เสกชุดเต้นรำให้ ซึนเดเรลล่า คางามิ เป็นโปรโมชั่นสักหน่อย




ชุดแบบนี้จะไปงานเต้นรำหรือไปงานคอมมิคมาร์เก็ต?


เหมด
(สาวใช้) & มิโกะ สองชุดแรกนี่
ท่านว่าเป็นชุด Default เกมไหนๆ ก็ต้องมีเป็นเรื่องพื้นฐาน






ชุดถัดมา มาสเตอร์ โทซากะ ริน จาก Fate/stay night
ถ้าจะใส่ชุดนี้โคนาตะก็ต้องเป็น เซอร์แวนท์ เซเบอร์ ด้วยซี่





และสุดท้ายก็มาจบลงที่ชุด โวคัลลอยด์ ฮัตสึเนะ มิกุ

ฮัตสึเนะ มิกุ คือมาสค็อทคาแร็คเตอร์ของโปรแกรมสังเคราะห์เสียง
สำหรับสร้างเพลงที่ชื่อว่า Vocaloid 2 ครับ ช่วงนี้กำลังฮิตกันน่าดูเลยละ
ส่วนภาพประกอบคงไม่จำเป็นต้องเอามาให้ดู
เพราะคางามิแต่แล้วเหมือนต้นฉบับเดี๊ยะยังไงก็ยังงั้น



นาทีที่ 16

ซี้ซั้วต่าแต่งคอสเพลย์ให้คางามิได้แป๊บๆ
รถม้า(?)ก็มาถึงงานเต้นรำ... เอ่อ เดี๋ยวนะ




โอ้... อายาโนะ ทั้งตอนมีบทแค่นี้จริงๆ น่าสงสาร


งานเต้นรำ... ไม่ใช่นี่หว่า...
ทำเอาตั้งตัวไม่ทันเลยอ๊ะ จู่ๆ เจอมุกกระบือญี่ปุ่นแบบนี้

ตรงนี้เป็นการเล่นมุกภาษาญี่ปุ่นคำว่า บุโตไค ครับ

ที่ตะกี๊โคนาตะเย้วๆ จะพาคางามิไปงาน บุโตไค 舞踏会 นั้น
ตามท้องเรื่องนิทานซินเดอเรล่ามันแปลว่า งานเลี้ยงเต้นรำ
แต่พอมาถึงกลับกลายเป็น บุโตไค 武闘会 ที่แปลว่า งานประลอง ซะฉิบ

ก็เป็นมุกคำพ้องเสียงของญี่ปุ่น สองคำนี้ออกเสียงเหมือนกัน
แต่ความหมายนั่นฤาเป็นคนละซีกโลกเลย

แต่ถึงจะเป็นงานประลอง ก็ยังดันทุรังคงคอนเซปต์ซินเดอเรลล่าไว้
ด้วยการมี เจ้าชายมิซาโอะ เป็นผู้ตัดสินการแข่งเพื่อหาเจ้าสาว (what?)
อีแบบนี้พอถึงเที่ยงคืน เมื่อมนตรากำลังจะคลาย
เจ้าหญิงต้องวิ่งหนีเจ้าชายโดยทิ้งสนับมือ (หรือไม่ก็นวม) ไว้แทนแล้วสิ



นาทีที่ 19

คางามิกลับจากงานเลี้ยงเต้น...ประลอง... อะไรก็ช่างเหอะ
แต่ทุกอย่างจะไม่คลี่คลาย หากคุณเธอไม่ร่าย Reset Spell ด้วยเสียงอันดัง
เพื่อทำให้ความวุ่นวายทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิม

พริบตาที่คางามิแหกปากท่องคาถา

...เธอก็ตื่นจากฝันพอดี




คนอารั้ย หน้าตางัวเงียตื่นนอนก็น่ารัก


คางามิละเมองึมงัมไม่เป็นภาษา แต่จากการอ่านปาก
พอจะเดาได้ว่าคาถาที่ต้องทนอายตะโกนออกมานั้นคือประโยคที่ว่า

"อยากแต่งคอสเพลย์~"
(คอสเพลย์ ชิไต้~ コスプレしたい~)

อืม... ถึงกับเก็บเอาไปฝันแบบนี้
แสดงว่าถูกโคนาตะปลูกฝังจิตใต้สำนึกไปโดยไม่รู้ตัวซะแล้วสินะ




พยานในที่เกิดเหตุ ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด


ซึคาสะ "ไม่เป็นไรนะคะพี่ หนูเป็นคนปากแข็งค่ะ"
คางามิ "ไม่ ไม่ใช่น้า"
ซึคาสะ "จริงด้วยต้องเมลไปหาโคนะจังซะหน่อย"

ฮ่ะๆ นานๆ ที ซึคาสะจะมีเรื่องไว้บลัฟพี่สาวบ้าง

อนึ่ง เสียงนาฬิกาประกอบฉากหลัง เป็นของซีรีย์หนังฝรั่ง 24 (ทเวนตี้โฟร์)
ที่เคยนับถอยหลังตอนจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้โคนาตะในตอนที่ 17 ครับ
มุกนี้เล่นได้ถึงสองทีเลยแฮะ



นาทีที่ 21

"Super Ultra Miracle Eccentric Special Serve" ของโคนาตะ





จริงๆ ก็แค่ลูกเสิร์ฟโด่งธรรมดา
เพียงใส่ชื่อท่าก็สามารถเพิ่มพลังทำลายได้ถึง 30%

แต่สาเหตุหนึ่งอาจเพราะท่านี้เป็นท่าไม้ตายของพระเจ้าก็ได้นะเออ




"Super Ultra Miracle Eccentric Special Serve" ปิงปองเวอร์ชั่น


ชื่อท่าเดียวกัน ใช้ได้กับทั้งปิงปองและวอลเลย์บอล
ท่าหากินมาตรฐานแบบหมัดดาวตกเปกาซัสนี่เอง



นาทีเดียวกันหลังจากลูกเสิร์ฟไม้ตายใช้ไม่ได้ผล
ทำเอาโคนาตะถึงกับต้องงัด ท่าไม้ตายประสาน มาใช้




ไกอา แมช ออลเทก้า ... Jet Stream Attack!!


นึกว่าตอนนี้จะไม่มีมุก Gundam หลุดมาแล้วเชียว
Jet Stream Attack เป็นการโจมตีประสานของกลุ่มที่มีชื่อว่า สามดาวดำ
ซึ่งเป็นเอซไพล็อตของกองกำลังฝั่งซีออนตามเนื้อหากันดั้มภาคแรกครับ
ลักษณะเด่นของฟอร์เมชั่นนี้ก็คือ การเรียงตัวโมบิลสูทเป็นเส้นตรง
พุ่งเข้าหาศัตรู แล้วจู่โจมตามลำดับด้วยรูปแบบที่ตายตัว
ว่ากันว่าเป็นการโจมตีที่ไร้เทียมทานเลยทีเดียวเจียว




ไม่รู้จักเกลกุ๊กไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่รู้จักโดมสามตัวนี้ถือว่าไม่ใช่แฟนกันดั้ม


ไอ้ท่าเนี้ยให้พูดจริงๆ
มันก็เป็นแค่การจู่โจมแบบ 3 ต่อ 1 ธรรมดานั่นละครับ
เพราะศัตรูมีแค่ตัวเดียว แถมโมบิลสูทที่พวกพี่ใช้ก็เร็วกว่าชาวบ้านสมัยนั้น
พูดง่ายๆ คืออาศัยความเร็วที่เหนือกว่าไล่บี้ศัตรูทีละตัวน่ะแหละ

ไม่ ไม่ ไม่เรียกว่ารุม
แบบนี้เค้าเรียก "รวมกำลังกำราบมารยุทธภพ"



นาทีที่ 22




โบ๊ะ! จงความจำเสื่อม แล้วลืมเรื่องเมื่อคืนไปซะ!!


ซึคาสะได้รับความเสียหายจากคางามินเสิร์ฟเข้าเต็มหน้า
คาดว่าเป็นการเอาคืนโทษฐานปากโป้งเรื่องที่นอนละเมอ




งื้อ~ น่ารัก~ น่าสงสาร~ น่ารัก~ น่าสงสาร~


เห็นซึ่คาสะร้องไห้น้ำตาหยดแหมะ โคนาตะจึงเล่นมุกทันควัน




โคนาตะ "ต้องร้องไห้สิ ก็เป็นผู้หญิงนี่นา"

บทพูดของโคนาตะและเพลงประกอบตรงนี้
เป็นการล้อเลียนเรื่อง Attack No.1
การ์ตูนวอลเลย์บอลสุดคลาสสิคของญี่ปุ่น
เคยกล่าวถึงไปแล้วครั้งหนึ่งในตอนที่ 7 ครับ



นาทีที่ 25

ตัดมาที่ภาพโคนาตะล้มลงกลางทางบนภูเขาอย่างไร้ปี่ไร้ขลุ่ย




"สวรรค์ได้ทอดทิ้งพวกเราแล้ว"
天は我々を見放した

ประโยคที่โคนาตะแหกปากโวยวายออกมานี้
เป็นประโยคเด็ดจากหนังสงครามช่วงปี 70
ชื่อเรื่องว่า ฮัคโคดะซัง 八甲田山 (ภูเขาฮัคโคดะ)

เป็นฉากที่ผู้กองทหารในเรื่อง
สูญเสียลูกน้องใต้บังคับบัญชาไปทีละคนต่อหน้าต่อตา
ท่ามกลางความหนาวเหน็บของยอดภูเขาหิมะฮัคโคดะ
เขาจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น
ก่อนตายก็ได้พูดประโยคนี้เป็นการสั่งเสียและตัดพ้อต่อโชคชะตา
ว่ากันว่าเป็นประโยคยอดฮิตอยู่หลายปีหลังจากหนังเข้าโรง

ก็เข้าใจว่าจะเล่นมุกเอาบรรยากาศ
แต่เล่นพูดเป็นลางแบบนี้ไม่สวยนะโคนาตะ
แล้วไอ้หนังนั่นมันก็ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ยังอุตส่าห์ได้ดูกับเขาด้วยแน่ะ


เรื่องของเรื่องคือวันนี้โรงเรียนของพวกโคนาตะจะมาเข้าค่ายพักแรมกัน
แต่กลุ่มสี่สาวของเราดันมาหลงทางกลางป่าซะได้
ต้นเหตุก็เพราะโคนาตะลืมเข็มทิศกับแผนที่ไว้บนรถบัสนี่แหละ
หนำซ้ำยัยโคนาตะดันพาเพื่อนๆ ที่เหลือเดินขึ้นเขาให้หลงซ้ำสองกันไปอีก
คางามิซึ่งอดรนทนไม่ไหว จึงต้องเผยอปากถามเพื่อนตัวแสบ

คางามิ "ทำไมถึงเลือกมาทางขึ้นเขาล่ะ"
โคนาตะ "จู่ๆ เกิดอยากปีนเขาขึ้นมาน่ะ"
คางามิ "แล้วจะปีนเขาไปทำไมยะ"




"ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะมันอยู่ตรงนั้นน่ะสิ"


ประโยค "ก็เพราะมันอยู่ตรงนั้นน่ะสิ" ที่โคนาตะพูด
เป็นวลียอดฮิตของเหล่านักปีนเขา เจ้าของวลีเป็นนักปีนชาวสหราชอาณาจักร
ชื่อ จอร์จ มัลเลอรี่ (George Mallory) ซึ่งเขาตอบคำถามที่ว่า

"Why do you want to climb Mt. Everest?"

(ทำไมคุณถึงอยากปีนเขาเอเวอร์เรสท์)

ด้วยวลี "Because it is there" (ก็เพราะมันอยู่ตรงนั้นน่ะสิ)




George Herbert Leigh Mallory
(18 June 1886 – 8 June/9 June 1924)




นาทีที่ 28

สรุปแล้วหลงครับ... หลงยาว... หลงลึก... หลงสนิท...
หลงกันจนค่ำจนมืด แต่ในสภาพวิกฤติเฉียดตายแบบนี้
โคนาตะยังทะลึ่งยิงมุกไม่เข้าท่าได้ลงคอ




โคนาตะ
"ถ้าเห็นดาวมรณะข้างดาวเหนือเมื่อไหร่จงมีชีวิตให้ถึงที่สุด"


แฟนการ์ตูนเก่าคงรู้กันดีว่า มุกดาวมรณะนั้นมาจากเรื่อง
ฤทธิหมัดดาวเหนือ 北斗の拳 นั่นเองครับ
ในเรื่องบอกไว้ว่าถ้าใครมองเห็นดาวดวงที่ 8 ที่อยู่ข้างๆ กลุ่มดาวเหนือเมื่อใด
แสดงว่าคนนั้นกำลังจะตาย จึงเรียกดาวดวงนั้นว่า ดาวมรณะ 死桃星

ไอ้ดาวมรณะนั้นมันมีอยู่จริงนะเออ ไม่ใช่แค่เรื่องแต่ง





เจ็ดดาวเหนือ หรือกลุ่มดาวคันไถในความเชื่อแบบไทย
จุดที่ในเรื่องอ้างว่าจะมองเห็นดาวมรณะ คือจุดใกล้ๆ ดาว Mizar ตามรูป ↑
ทีนี้หลักฐานจากการถ่ายรูปกลุ่มดาวเหนือด้วยกล้องโทรทรรศน์กำลังสูงพบว่า





มันมีดาวอีกดวงหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ดาว Mizar ด้วยจริงๆ
ทางดาราศาสตร์ตั้งชื่อให้ว่า ดาว Alcol (อัลโกล)
แต่เมื่อมองด้วยสายตาปกติ จะโดนความสว่างของดาว Mizar บดบัง

ตามหลักฐานความเชื่อทางดาราศาสตร์หลายๆ ชาติ
ระบุถึงดาว Alcol ตรงกันว่า ในสมัยก่อนคนต้องเดินทางกลางคืนบ่อย
และยังไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกคอยให้แสงสว่างเหมือนกับปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้เอง สายตาคนสมัยก่อนจึงมองเห็นในความมืดได้ดีกว่า
และสามารถมองเห็น ดาว Alcol ได้ด้วยตาเปล่า

บางประเทศใช้ดาว Alcol
เป็นเครื่องวัดความสามารถในการมองเห็นของสายตาด้วยครับ

แต่ถ้ามองเห็นแล้วต้องตายแบบนี้
มันก็ไม่ใช่ "ตาดีได้ ตาร้ายเสีย"
แต่เป็น "ตาดีตาย ตาร้ายรอด" แล้วสินะ





โคนาตะ "สวรรค์ได้ทอดทิ้งพวกเราแล้ว~~~"
คางามิ "ก็แล้วมันเพราะใครกันเล่า~~~"




นาทีที่ 29

ยัง ยังหลงกันอยู่ แต่โคนาตะว่างจัด เดินพลางเล่าเรื่องผีพลาง
เพื่อ Build อารมณ์รอบดึกเพิ่มเกจความกังวลให้เพื่อนๆ




โคนาตะ "เรื่องที่ 18..."


รูปแบบการเล่าเรื่องผีสางอย่างโคนาตะทำ
คือเล่าไปนับจำนวนเรื่องไปนี้เรียกว่า
เฮียกคุโมโนะงาตาริ 百物語 (ร้อยเรื่องภูตผี)
ซึ่งมีวิธีเล่น(?)จริงๆ เป็นเรื่องเป็นราวครับ

ขั้นตอนปฏิบัติของเฮียคกุโมโนะงาตารินั้น
เริ่มจากให้สมาชิกทั้งหมดนั่งล้อมวงกัน แล้วจุดเทียนเอาไว้ 100 เล่ม
จากนั้นให้เหล่าสมาชิกผลัดกันเล่าเรื่องผีทีละเรื่อง
เมื่อเล่าจบ 1 เรื่อง ก็ให้ดับเทียน 1 เล่ม ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนครบ 100

ว่ากันว่า เมื่อเรื่องเล่าเรื่องที่ 100 จบ และเทียนเล่มสุดท้ายดับลง...


... มันจะมีผีออกมาจริงๆ ...




กรี๊ดดดดส์~~


โคนาตะ
"เอ๊~ เล่าถึงเรื่องที่เท่าไหร่แล้วหว่า... เรื่องที่ 16 มั้ง"


เล่นนับถอยหลังแบบนี้ เ่ล่าทั้งคืนก็ไม่ครบร้อย



นาทีที่ 31
(ยังไม่จบอีกเรอะ ยาวสมเป็น OVA)

จู่ๆ ลัคกี้สตาร์ก็เปลี่ยนสไตล์การเล่าซะงั้น
ภาพกลายเป็นโทนสยองสีหม่นๆ




เขียนว่า "เพ็ทช็อป" (Pet Shop)


กรอบคำพูดและฟิล์มกระตุกๆ เป็นช่วงแบบนี้
เป็นการล้อเลียนเรื่อง Sayonara Zettsubou Sensei เวอร์ชั่นอนิเม
ที่กำกับโดยทีมงาน SHAFT ครับ




เขียนว่า "สิ้นหวังแล้ว!"


วู้ เซ็ตสึโบโดนสองทีเลยแฮะ... สิ้นหวังแย้วว~!!



นาทีที่ 32

เรื่องมันมีอยู่ว่า วันนี้จู่ๆ โคนาตะก็ชวนเพื่อนๆ มา้ร้านสัตว์เลี้ยง
ถึงคางามิจะอิดออด แต่สุดท้ายสี่สาวก็ไปถึงร้านเป้าหมาย

และเมดเลย์ล้อเลียนชุดใหญ่ได้เริ่มขึ้น...





โคนาตะ
"ที่อยากดูน่ะ ตัวนี้"




คางามิ
"บอกก่อนนะว่าแมวตัวนี้ไม่ใช่แม่มด อย่าไปแกล้งเชียว"




โคนาตะ
"รู้แล้วน่า ไม่เอาวิญญาณไปหรอก"


ฮะเหย...
คุณคาโต้ เอมิริคงต้องตะโกนดังๆ ในใจ
"โอ๊ว มันเล่นตูแล้ว"


แมวดำที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแม่มด และถูกแย่งเอาวิญญาณไป
แมวดำแบบนี้มีอยู่ตัวเดียวเลย




ขวาล่างครับ ขวาล่าง ดูที่มุมขวาล่างของภาพ


เหมียวน้อย แบลร์ จากเรื่อง SOUL EATER นี่เอง

ในเรื่องแบลร์เป็นแมวดำที่ใช้เวทมนตร์คาถาได้
แถมยังแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ จึงทำให้พวกตัวเอกเข้าใจผิดว่าเป็นแม่มด
และคนพากย์แบลร์ก็ไม่ใช่ใครอื่น
คุณ คาโต้ เอมิริ เ้จ้าของเสียง ฮิอิรางิ คางามิ ของเรานี่เองแหละ

...โอ้ มุกนักพากย์มาอยู่ท้ายเรื่องนี่เอง





แบลร์ในร่างมนุษย์... ถึงจะไม่มีบทเด่นชัด
แต่ในเรื่องก็รับหน้าที่แจกเซอร์วิสซีนซะเป็นส่วนใหญ่



ถัดมา
ชิราอิชิขอมีบทพูดมั่งว้อยยย!




"ชั้นคือ เซโร่!! ชั้นกลับมาแล้ว!!"




"จะใช้งานให้โทรมเป็นผ้าขี้ริ้วเลย"


2 ประโยคนี้เป็นบทพูดของ ลูลูช พระเอกสุดหล่อ
จากเรื่อง CODE GEASS : Lelouch of Rebelion R2
ซึ่งมีอีกตัวตนหนึ่งในฐานะบุรุษหน้ากาก เซโร่ ประมุขแห่งภาคีอัศวินดำ

รู้สึกชิราอิชิจะตัวตนจางลงไปทุกทีๆ
(ใครสังเกตเห็นมั่งว่าตอนแข่งวอลเลย์บอลไอ้หมอนี่ก็อยู่ในฉาก)
จนต้องไปยืมเอาคราบของตัวละครดังแห่งปีมาสวมแทนแล้วหรือไร
...น่าจ๋งจ๋าน


มุกถัดมา




"คุณมิยูกิน่ะ
เค้าเป็นถึงเจ้าหญิงเสียงเพลงแห่งทางช้างเผือก"



เจ้าหญิงเสียงเพลงแห่งทางช้างเผือก 銀河の歌姫
หรือ Songstress of the Milky Way ในคำภาษาอังกฤษ
(ไม่รู้จะแปลให้สละสลวยว่ายังไงดีเหมือนกันครับ)

ก็ต้องไม่พ้น เชอริล โนม (Sheryl Nome)
จากอนิเมเรื่อง MACROSS FRONTIER ที่เพิ่งจบไปในคูลที่ผ่านมาครับ




หรู-เริ่ด-เชิด-หยิ่ง คือคำบรรยายของอาเจ๊คนขวา
ฉลาด-เรียบร้อย-อ่อนหวาน-ถ่อมตัว
คือคำบรรยายของแม่หนูคนซ้าย
แต่ชุดมันไม่ใช่ง่ะ มันไม่ช่ายยยย~



คนให้เสียง เชอริล โนม (เฉพาะส่วนบทพูด)
ก็คือคุณ เอนโด อายะ เจ้าของเสียงมิยูกิซังของเรานี่แล

... ฮู้ย ยิงมุกนักพากย์ักันยกใหญ่


มุกถัดมา เข้าใจได้ด้วยภาพ




"นี่คือกบที่มีชื่อเสียงที่สุดในเพโคโพน"

ที่ว่ามีชื่อเสียงที่สุดในเพโคโพนอันนี้สงสัยจะเถียงไม่ได้
มันบุกรุกไปถึงแม้แต่ในหนังสือการ์ตูนกำลังภายใน
ของประเทศฮ่องกงเลยเชียวแหละ


oO(คุณว่าไอ้กบตัวนี้ กับ
กบเคอร์มิทใน Sesame Street อะไรดังกว่ากัน?)






สารภาพตามตรงว่า ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าไอ้นี่มันมาจากไหน
จนกระทั่งไล่หาข้อมูลแทบแย่ถึงรู้ว่าคือ เจ้านี่ ↓





มุจาคิ ปิศาจควบคุมความฝัน โผล่ในในอนิเมหนังโรง
Urusei Yatsura 2 : Beautiful Dreamer (หรือลามูนั่นเอง)

ภาคเดียวกับที่เอาเพลง Ai Wa Boomerang (ความรักคือบูมเมอแรง)
มาใช้เป็นเพลงจบของ LUCKY STAR ตอนที่ 24 นั่นเลย

สงสัยทีมงานจะชอบลามูภาคหนังโรงตอนนี้เป็นพิเศษ...


ก็หมดมุกหลักๆ ที่น่าสนใจของเนื้อหาหลักแต่เพียงเท่านี้ครับ
แต่ชะเอิงเอย ลัคกี้สตาร์จะสมบูรณ์เสียไม่ได้ถ้าขาด...


LUCKY CHANNEL





เวอร์ชั่นประหยัดแรงทีมงานวาดภาพ
แต่มาเหนื่อยแรงคุณ คอนโนะ ฮิโรมิ (อากิระ)
กับคุณ ชิราอิชิ มิโนรุ (ชิราอิชิ) แทน

เนื้อหาไม่มีอะไรมากครับ ตลกแดกไปวันๆ
แต่ที่น่าสนใจคือ เพลง Ending Theme 愛を取り戻せ!
(Ai Wo Torimodose! เอาความรักกลับคืนมา!)
ทีเ่ป็นเพลงเปิดของอนิเม ฤทธิหมัดดาวเหนือ เวอร์ชั่นทีวีชุดแรกสุด

กระผมเองไปคาราโอเกะคราใด ค้องโดนเพลงนี้เป็นเพลงบังคับประจำ
ไม่กดใส่เองก็ก็จะมีคนกดใส่ให้ทู้กที-- เอ้า You Wa Shock!



ฟู่--- กว่าจะจบ
ยาวเอาเรื่องเลยทีเดียว แถมอุดมด้วยมุกดักกัดดักแก่เต็มไปหมด
เล่นเอาอู้ไม่ยอมเขียนไปหลายวันเลยเชียวครับกว่าจะตั้งลำได้
(และนาย Genocide Fang ก็อู้ไม่ยอมอัพไปอีกเป็นเดือน)

เอาละครับ คงต้องกล่าวลากับทุกท่านอีกครั้ง
จนกว่าเจ้าของบล็อกจะหาเรื่องเสียเวลาตัวเองให้ต้องมาเขียนบล็อกนี่อีก



บ๊ายนี---

น้ำมะนาว4-0 (ผู้เขียน)
&
Genocide Fang (เจ้าของบล็อก)



Genocide Fang
View full profile