「そんな感覚」
โอฮา..... ฮือๆๆ
ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอออกตัวก่อนว่า ย่อยมุขลัคกี้ สตาร์ตอนนี้
ถูกเขียนด้วยความรู้สึกขมขื่นเกินบรรยาย
พิมพ์ไปเยอะแยะ พอกดเซฟ จู่ๆ หน้าบราวเซอร์ก็เกิด error ไอ้ที่พิมพ์ไว้จึงหายเกลี้ยง
รู้สึกเหมือนเวลาก่อปิระมิดด้วยกองไพ่ เหลือใบสุดท้ายแล้วมันก็ถล่มลงมา
รู้สึกเหมือนวางตัวโดมิโน่ขนาด 1 หมื่นชิ้น แล้วดันมีใครมาแตะโดนล้มหมด
รู้สึกเหมือนวิ่งอีกก้าวเดียวจะถึงเส้นชัย แต่ดันสะดุดก้อนหินหกล้ม
ตอนก่อนหน้านี้เคยโดนแบบนี้ไปทีนึง เซ็งยังไงก็เซ็งยังงั้น
อุตส่าห์รีบแปลงานให้จบ จะได้เข้ามาพิมพ์บล็อกที่ไม่ได้อัพเดตมานาน
เอาเฮอะ... บ่นไปก็เท่านั้น มาเริ่มงานของเราตอนนี้กันเลยดีกว่า
ลัคกี้ สตาร์ตอนนี้ ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
รู้สึกว่ามันเนื่อยๆ กว่าตอนที่ผ่านมา เรียกว่าเนือยจนแบบ
"อ้าว จบแล้วเหรอ ไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย"
ด้วยเหตุนี้เองมุขย่อยของตอนนี้ก็เลยไม่่มีอะไรน่าพูดถึงมากเป็นพิเศษ
ก็เป็นอันว่าสบายแฮผู้เขียนไปหนึ่งตอน แฮ่ๆ
เริ่มจากนาทีที่ 7

พวกโคนาตะสอบเสร็จกันมา นั่งคุยกันในห้องสมุดเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดและอุปนิสัย
จู่ๆ คุณมิwiki ก็พูดถึง "การทำนายด้วยซูชิ" ขึ้นมา
คลิกที่ภาพเข้าสู่การทำนายด้วยซูชิหมุนๆ
เว็บนี้มีอยู่จริงๆ ครับ ผู้เขียนเคยเข้าไปเล่นมาก่อนหน้านี้แล้วเหมือนกัน
โดยวิธีทำนายก็คือ ให้เลือกซูชิ 5 ชนิดจากรางหมุนด้านบน (คลิกแล้วลาก)
มาวางลงบนจานว่างทั้ง 5 ใบที่อยู่ด้านล่าง แล้วกดคำว่า "ทำนาย" ด้านขวา
หลังจากนั้นก็รออ่านคำทำนาย ที่จะบอกว่าคุณคือซูชิแบบใด
แถมด้วยคำทำนายเพิ่มเติมอีก 5 ข้อตามหมวดหมู่
คำทำนายของแต่ละคนออกมาเป็นดังนี้ครับ
มิยูกิได้ออกมาเป็น อิคุระ

อิคุระ คือข้าวห่อสาหร่ายหน้าไข่ปลา ซึ่งจัดว่าเป็นซูชิราคาแพง
(ไข่ปลาอิคุระดำ ก็คือคาเวียร์ที่เลื่องลือว่าเป็นอาหารชั้นอ๋องนั่นเองครับ)
ขนาดโคนาตะเองยังอดไม่ได้ที่จะแซว "ขนาดในนี้ ก็ยังเป็นของหรูอีกนะ"
สองพี่น้องฮิอิรางิทำนายออกมาเป็น คัปปะมากิ

คัปปะมากิ ก็คือข้าวม้วนสาหร่ายไส้แตงกวาครับ ซึ่งไอ้เนี่ยจัดเป็นซูชิราคาถูก
เรียกว่าถูกที่สุดในเมนูของแต่ละร้านเลยก็ได้ เพราะมันเป็นแค่แตงกวา
โคนาตะเลยได้โอกาสกัดคางามิซะหน่อย
"แหม่ คัปปะมากิเหรอ เอาน่า อย่างน้อยๆ ก็เป็นซูชิ... แม่นเป๊ะเลยเนอะ"
(แหม่ จะแซวว่าคางามิเป็นพวกโลว์คลาสว่างั้นเถอะ)
มาถึงตาโคนาตะ ทำนายออกมาเป็น การิ

โดนของตัวเองเข้า ขำออกมั้ยละจ๊ะ โคนาตะ
การิ คือขิงดองครับ เป็นเครื่องเคียงที่ "แถม" มาให้ในถาดซูชิ
นี่แย่กว่าคางามิอีก ของคางามิเป็นแค่แตงกวาแต่อย่างน้อยก็เป็นซูชิ
ขิงดองนี่สิเป็นได้แค่เครื่องเคียง ไม่ใช่ซูชิด้วยซ้ำ
คุณมิยูกิเลยต้องปลอบใจเสียหน่อย
"ถึงจะเป็นแค่ขิงดอง แต่ก็เป็นของที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับซูชินะคะ"
สำหรับตัวผู้เขียน ทำนายออกมาได้ไอ้นี่

คัปปะมากิ เหมือนกับพี่น้องฮิอิรางิครับ
และคำทำนายสำหรับคัปปะมากินี่ก็คือ
"คุณเป็นคนจำพวกที่คนฐานะสูงกว่าให้ความชื่นชอบ
ไม่ว่าจะไปอยู่ในกลุ่มหรือสังคมไหนก็ทำความคุ้นเคยได้เร็ว
ในทางกลับกันคุณเป็นคนที่พูด NO ไม่เก่ง จึงมักจะถูกดึงตัวไปได้ง่าย"
นาทีที่ 10
พวกโคนาตะสอบเสร็จ เลยว่าจะหาเรื่องไปเที่ยว "ผ่อนคลาย" กัน
โคนาตะเสนอหนัง "สุดยอดสยองขวัญ ลึกลับโรคจิต แถมเลือดสาด" ขึ้นมา
หนังเรื่องที่ว่าคือไอ้นี่

SAW3 ของค่าย LIONGATE ซึ่งเป็นค่ายหนังสุดปลื้มของผู้เขียน
เป็นค่ายที่มักจะทำแต่หนังสยองขวัญโหดๆ แหวะๆ โดนใจนักหนา :D

ไม่เห็นจะผ่อนคลาย ไม่ผ่อนคลายเลยซักติ๊ด ฮือๆ
หลังหนังจบ ท้องก็เริ่มหิว
โคนาตะจึงเสนอให้ไปกินเค้กแบบ "ไวกิ้ง" กัน

คำว่า ไวกิ้ง ตัวนี้ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง อาหารแบบบุฟเฟต์ ครับ
โดยมาจากคำว่า Viking ที่หมายถึงโจรสลัดแถบสแกนดิเนเวียที่เรารู้จักกัน
นัยของคำว่ากินแบบไวกิ้งก็คือ การกินแหลกแบบไม่ต้องสนราคา
เหมือนพวกไวกิ้งที่บุกแย่งชิงเสบียงของผู้บริสุทธิ์มากินฟรีดื่มฟรีนั่นเอง



พูดแล้วหิว ผู้เขียนชอบขนมหวานจำพวกเค้กมาก
ไว้ต้องหาโอกาสไปหม่ำเค้กแบบไวกิ้งตามโรงแรมบ้างเสียแล้วสิ

ไม่เห็นจะผ่อนคลาย ไม่ผ่อนคลายเลยซักติ๊ด
นาทีที่ 14 ครึ่ง
โคนาตะ ซึคาสะ มิยูกิคุยกันเรื่องเกม มิยูกิก็พูดออกมาว่า
ที่บ้านไม่ได้มีเครื่องเกมแต่มีคอม เลยเล่นพวกโซลิแทร์กับไมน์สวีปเปอร์บ่อยๆ

มิยูกิ "โซลิแทร์มันต้องพึ่งโชคอยู่บ้าง แต่ก็ได้คะแนนเกินหมื่น
ส่วนไมน์สวีปเปอร์เล่นที่ระดับสูง เคลียร์ได้ภายใน 100 วินาทีค่ะ"
ล้อเล่น !
ล้อเล่นใช่ป่ะครับ มิยูกิซัง...
โซลิแทร์ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าหมื่นคะแนนนี่มากน้อยขนาดไหน
แต่ไมน์สวีปเปอร์นั่นเคลียร์ได้ภายใน 100 วิ นี่เทพเกินไปแหล่ว
ผู้เขียนจะอธิบายให้คนที่ไม่คุ้นได้เข้าใจง่ายๆ ก็แล้วกัน
Minesweeper ระดับ Advanced ประกอบไปด้วยทุ่นระเบิดที่มองไม่เห็น
ทั้งหมด 99 ลูกซ่อนอยู่ในตารางขนาด 16x30 (รวม 480 ช่อง)
ถ้าพูดว่าเคลียร์ได้ภายใน 100 วินาที นั่นก็คือคุณหาทุ่นระเบิดเจอได้
"ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 1 ลูกต่อ 1 วินาที "
แม่เจ้าโว้ย ลูกละหนึ่งวินาที จะเอาเวลาที่ไหนมาคิด
ใครอยากรู้ว่ามันยากขนาดไหน
เปิด Minesweeper ที่อยู่ใน Windows ขึ้นมาเล่นเดี๋ยวนี้เลยครับ
นาทีที่ 15
เป็นบทสนทนาเกี่ยวกับฤดูกาลกีฬา มีการพูดถึงนักกีฬาหลายๆ คนของญี่ปุ่น
ในที่นี้ผู้เขียนไม่ขอลงรายละเอียดก็แล้วกันครับ เพราะมีความรู้สึกว่าเขียนถึงไป
ก็ไม่ได้ทำให้บทความอ่านสนุกหรือน่าสนใสแต่ประการใด เอาแค่คร่าวๆ ละกัน

มิยูกิ "โอลิมปิคฤดูหนาว นักกีฬาฟิกเกอร์สเก็ตคนนั้นได้เหรียญทอง"
คือคุณ อาราคาวะ ชิซึกะ โปรฟิกเกอร์สเก็ต (สเก็ตลีลา) ได้รับเหรียญทอง
จากโทริโน่โอลิมปิค (Olympic Winter Games) ในปี 2006
มิยูกิ "เบสบอลมัธยมปลายก็เร่าร้อนน่าดู เป็นรอบต่อเวลาที่ยอดเยี่ยมมากค่ะ"
คือการแข่งเบสบอลคู่ของ โรงเรียนวาเซดะ vs โคมาซาวะ
ในการแข่งขันเบสบอสม.ปลายทั่วประเทศครั้งที่ 88 (ฤดูร้อนปี 2006)
การแข่งขันคู่นี้สูสีกันจนต้องต่อเวลาออกไปถึง 15 รอบ (หรือ 15 อินนิ่งก์)
และจบลงด้วยสกอร์เสมอ 1-1
คางามิ "ถ้าพูดถึงเบสบอลละก็ นักกีฬาคนนั้นไปอเมริกาซะแล้วนี่นะ"
คือคุณ มัตซึซากะ ไดสึเกะ นักกีฬาเบสบอสญี่ปุ่นมืออาชีพ
ที่ย้ายไปเล่นใน League อเมริกาให้กับทีม Boston Red Sox

ซีนนอกเรื่อง มิยูกิซังน่ารัก เสียงเซ็กซี่เชียว
มาถึงตาของลัคกี้ แชนเนลตอนนี้บ้าง
ตอนนี้เป็นตอนที่ต้องแนะนำตัวละคร ฮิอิรางิ ซึคาสะ

อากิระ "อ้อ ตัวละครทูฮ้า....."
ชิราอิชิ "มิน มิน มิราคุรุ...."
อากิระ "คามิงิชิ อาคา....."
ชิราอิชิ "มิโนรุ้น รุน !!"
อากิระ "ใช่มั้ย?"
แซวเรื่องที่ซึคาสะ หน้าเหมือนนางเอกจากเรื่อง ToHeart
(คามิงิชิ อาคาริ) นั่นเองครับ เคยพูดถึงไปแล้วทีนึงตอนก่อนๆ คงยังจำกันได้
ส่วนเพลงที่ชิราอิชิร้องแทรกขึ้นมานั่น
คือเพลงเปิดเรื่อง 恋のミクル伝説 (ตำนานมิคุรุแห่งรัก)
อนิเมสุดพิศดาร อันเป็นตอนแรกของเรื่อง สึซึมิยะ ฮารุฮิ โนะ ยูอุตสึ
หรือตอน Episode 0 ในฉบับ DVD
จริงๆ เพลงมันต้องร้อง
มิน มิน มิราคุรุ มิคุรุ้น รุน~♪
ตะแกเปลี่ยนชื่อมิคุรุให้เป็นมิโนรุชื่อตัวเองเฉย

โทษฐานของการมั่วเนื้อเพลง รับที่เขี่ยบุหรี่แห่งความเที่ยงธรรมไปซะ
นาทีที่ 19 ครึ่ง ชิราอิชิที่กำลังหงอเพราะกลัวอากิระจะลงไม้ลงมืออีก
ได้ร้องตะโกนออกมา

"แม้แต่พ่อก็ยังไม่เคยตีผมเลยนะ !!"
กันดั้ม (อีกแล้ว) ครับ โดยเป็นบทพูดของพระเอกเรื่อง อามุโร่ เรย์
ที่กำลังเสียขวัญ เลยโดนไบรท์ซึ่งเป็นกัปตันยานแม่ไวท์เบสซัดโครมให้
หลังโดนชก อามุโร่ถึงกับต้องร้องออกมาอย่างน่าสมเพช
"แม้แต่พ่อก็ยังไม่เคยตีผมเลยนะ !!"
แต่ในท้ายสุด อามุโร่ก็เข้าใจในเจตนารมณ์ของหมัดนั้นและยืนหยัดขึ้นสู้
ว่ากันว่า ถ้าไม่มีหมัดนั้นของไบรท์
หน้าประวัติศาสตร์อาจต้องจารึกไว้ว่าฝ่ายสหพันธ์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม

เลนส์ โนะ มุโคงาวะ... อากิระซามะขึ้นกล้อง ไอด้อลมืออาชีพมันต้องแบบนี้ !
มาถึงเพลงจบตอนนี้ 木枯らしに抱かれて
(โคะงาราชิ นิ ดาคาเระเตะ - สายลมฤดูหนาวที่โอบกอด)
แสบโคตรๆ ครับ เพลงของตอนนี้ เบื้องหลังมันลึกมาก
เจ้าตัวโคนาตะบอกว่าเป็นเพลงของ เคียนเคียน (โคอิซึมิ เคียวโกะ)
ดารานักร้องดังคับฟ้าคนนึงของญี่ปุ่น มีผลงานละครและอัลบั้มเพียบ
ก็จริงอยู่ที่ว่าเพลงนี้ต้นตำรับเป็นของเคียนเคียนร้อง
แต่อย่า ! อย่าคิดว่าเราไม่รู้ !

คุ้นๆ หน้าใครมั้ยเอ่ย?
เยส คุณ ฮิราโนะ อายะ สมัยยังละอ่อนนี่เอง (ก็ไม่ละอ่อนมาก แค่ 4 ปีที่แล้ว)
สำหรับคนที่เคยตามประวัติคุณฮิราโนะมา คงทราบกันแล้ว
แต่สำหรับคนไม่ทราบ ผู้เขียนจะเล่าแจ้งแถลงไขให้ฟัง
คุณฮิราโนะ อายะ ก่อนเธอจะดังในฐานะนักพากย์ เธอเคยเป็นนักร้องมาก่อน
โดยจับกลุ่มกับสาวน้อยอีกสองคน อิโต ซายากะ และ โยชิดะ ยูกิ
รวมกันเป็นวงทรีโอชื่อ Springs
แต่เป็น Springs กันอยู่ได้ไม่ถึงปี แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทางใครทางมัน
ไปเล่นละครทีวีกันบ้าง ร่วมวงกับกลุ่มอื่นบ้าง
ตัวคุณฮิราโนะเองก็หันมาจริงจังกับวงการนักพากย์
(จริงๆ เธอพากย์งานมาตั้งแต่ก่อนเป็น Springs เสียอีก)
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเพลงจบ สายลมหนาวที่โอบกอด....
เรื่องของเรื่องคือคุณฮิราโนะ สมัย Springs ก็เคยร้องเพลงนี้ครับ

นี่หน้าปกซิงเกิลในสมัยนั้น
พอโคนาตะจิ้มเพลงนี้ขึ้นมาร้อง...
แฟนๆ ชาวญี่ปุ่นของคุณฮิราโนะก็ได้เฮลั่นกันเป็นแถว
"นี่แหละ ชั้นรอเพลงนี้มานานแล้ว กะไว้แล้วว่าต้องมี"
แถมฟังเสียงเธอร้องสิ...
นั่นไม่ใช่เสียงโคนาตะ แต่เป็นเสียงเจ้าตัวคุณฮิราโนะ อายะเธอเองเลยด้วย
อนึ่ง... สมัยที่ยังเป็นวง Springs อยู่นั่น
เว็บไซต์ทางการของวงซึ่งปัจจุบันได้ปิดตัวไปแล้วใช้ชื่อเว็บว่า Bye-nee
และ DVD แผ่นแรกของวงก็ใช้ชื่อว่า 涙にバイニー
(นามิดะ นิ บ๊ายนี - บ๊ายบ๊ายน้ำตา)

ทีนี้ก็คงรู้กันแล้วนะ ว่าไอ้ "บ๊ายนี---" ของอากิระมันมาจากไหน
สำหรับจิไคโยโกกุ (ตัวอย่างตอนต่อไป) วันนี้
"โคนาตะค่ะ ซูเปอร์โจเมะโจมะบราเธอร์ส World 3-1
ตรงบันไดใกล้เส้นชัย ถ้ากด A รัวกระโดดดึ๋งๆ เหยียบเต่าให้ดีๆ
จะสามารถเตะเต่าทำป๊อกเพิ่มตัวไม่จำกัดได้... มันก็ดีอยู่หรอก
แต่พอเผลอทำเยอะไปหน่อย เพิ่มขึ้นเป็น 129 ตัวขึ้นไป กลับกลายเป็นว่า
ตายตัวเดียวเกมโอเวอร์เลย แล้วแบบนี้มันจะเป็นป๊อกไม่จำกัดได้ไงละเนี่ย
หรือว่านี่เป็นสัจธรรมชีวิตของบริษัทบริษัทนึงแถวๆ สถานีโทฟุคุจิ
ที่ตั้งใจสั่งสอนเราว่า จะทำอะไรก็ต้องให้พอเหมาะพอดี กันแน่หว่า"

ผู้อ่านวัยเก๋าที่ผ่านวัยแฟมิคอมคงจะต้องร้องอ๋อในใจ
เกมที่โคนาตะพล่ามถึงคือ Super Mario Brothers นั่นเอง
เป็นเกมที่ผู้เขียนจบบ่อยรอบมากที่สุดเกมหนึ่งสมัยยังเด็กๆ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนไม่เคยใช้ทริคเตะเต่าทำป๊อกไม่จำกัดที่ว่า
แต่ก็เข้าใจกลไกในการทำป๊อกแบบนั้นดี เพราะภาคหลังๆ ก็ยังใช้ได้หมด
ข้อเท็จจริงคือ เกม 8 บิตสมัยก่อนมันบันทึกค่าตัวเลขในจุดหนึ่งๆ
ได้สูงสุดเพียงแค่ 128 ค่า (นั่นคือเริ่มจากค่า 0 ถึง 127) เท่านั้น
(หรือกล่าวคือสูงสุดที่ตัวเลข 2 ยกกำลัง 8 แล้วลบด้วย 1 เท่ากับ 127 นี่เอง)
พอโคนาตะไปทำป๊อกเกิน 127 ตัว นั่นคือเริ่มตัวที่ 128
ตัวเลข 8 บิตตรงนั้นจึงเริ่มวนกลับสู่ค่าลบ (minus)
เริ่มต้นที่ -128, -127, -126, -125... ไปเรื่อยๆ
พอค่าจำนวนตัวละครติดลบ ก็เลยกลายเป็นว่าตายครั้งเดียวเกมโอเวอร์
เนื่องจากจำนวนตัวละครที่เหลืออยู่ต่ำกว่า 0 (คือไม่่เหลือตัวให้เล่นแล้ว) นั่นเอง
บริษัทบริษัทนึงแถวๆ สถานีโทฟุคุจิ ก็ไม่ใช่ที่ไหนอื่น
...บริษัท Nintendo นี่แหละ
ป.ล. 1 - ในบทพูดบอกว่า "129 ขึ้นไป" แต่จริงๆ ตัวที่ 128 ก็ติดลบแล้วครับ
ป.ล. 2 - จริงๆ ไม่ต้องกด A รัว ถ้าเหยียบถูกจังหวะแค่วางจอยไว้เฉยๆ ก็พอ
ก็จบย่อยมุขตอนนี้แต่เพียงเท่านี้
ตอน 10 ยังไม่ได้ดูเลย สัปดาห์นี้ท่าทางต้องออกข้างนอกอีกหลายวัน
จะพยายามรีบดูรีบเขียนครับ
นามิดะ นิ บ๊ายนี---

(ห่างเป็นนาที -*-)