2008/Nov/25


- ทฤษฎีที่ 1 -


เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อประมาณเดือนก่อน
เจ้าของบล็อกได้ไปร่วมงานเลี้ยงเฉดหัวเพื่อนคนนึงไปเรียนต่อต่างประเทศ
พอกรึ่มบรรยากาศได้ที่ ทุกคนก็เริ่มพูดคุยสัพเพเหระ มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง
พอเนื้อหาเริ่มวกเข้าเรื่องการ์ตูนกะอนิเม เพื่อนอาวุโสผู้ทำงานอยู่บริษัทญี่ปุ่น
ซึ่งกำลังกรึ่มฤทธิ์เบียร์ก็โพล่งขึ้นมาทันควัน

"รู้ป่ะ ว่าคำว่าโอทาคุเนี่ยมันมาจากไหน
จริงๆ ต้นกำเนิดมันกว่า 20 ปีที่แล้วเลยนะเว้ย
กรูฟังจากหัวหน้าคนญี่ปุ่นมาเลย
"

 
อ่า...ฮ้า...

ทีแรกเราก็นึกว่าจะเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เราเคยฟังกันมาแล้ว
แต่ เฮ้ย... ไม่ใช่ว่ะ เรื่องนี้ยังไม่เคยฟัง ไหนเจาะลึกเด๊ะเพ่


อาเฮียเล่าให้เราฟัง (จากการฟังคนญี่ปุ่นเล่ามาอีกที) ว่า
ราวๆ 20 ปีก่อนเนี่ย มันมีคนญี่ปุ่นโคตรเพี้ยนอยู่คนนึง
สร้างวีรกรรมผ่านสื่อมวลชนไว้มากมายจนโด่งดังไปทั่วญี่ปุ่น

ชื่อของคนเพี้ยนคนนี้คือ ทาคุ ฮะจิโร่ 宅八郎
สื่อมวลชนเรียกเขาด้วยชื่อ ทาคุซัง แต่พอเรียกไปมากๆ เข้า
ก็มีการเติมคำ "โอ" นำหน้าเพื่อความสุภาพ กลายเป็น "โอทาคุซัง" ไปในที่สุด

*โอ เป็นคำที่ใช้เติมหน้าชื่อคนหรือสิ่งของเพื่อเพิ่มความสุภาพ




นี่ละครับ หน้าตาของนายทาคุ ฮะจิโร่


โอทาคุซังคนนี้เจ๋งยังไงน่ะเหรอครับ สมัยเรียนมหาลัย
หมอนี่อยู่ชมรมการ์ตูน แต่งชุดตุ๊กตามนุษย์ดาวบัลตั้นทับเสื้อสูท
ไปสมัครงานตามที่ต่างๆ จนกลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชน

ทาคุซังเคยคลั่งไคล้ดาราไอด้อลชื่อ โมริทากะ จิซาโตะ ถึงขนาดบุกต้นสังกัด
เพื่อขอที่อยู่ส่วนตัว แต่ถูกต้นสังกัดปฏิเสธกลับมาด้วยเหตุผล
"เจ้าตัวกราบขอร้องมาว่ากรุณาอย่าเถอะค่ะ"

ว่ากันว่าในงานคอนเสิร์ตครั้งหนึ่ง โมริทากะ จิซาโตะ ถึงกับแสดงท่าทีรำคาญ
อย่างออกนอกหน้าบนเวทีเมื่อได้เห็นทาคุเข้าร่วมชมคอนเสิร์ตครั้งนั้นด้วย

เรื่องราวความพิลึกของทาคุยังมีอีกเยอะ เอาเป็นว่ามีบันทึกไว้ใน wikipedia
ให้อ่านกันจนตาลาย ออกรายการโทรทัศน์ร้อยแปด มีโฆษณา มีงานเขียน
เป็น DJ มีกระทั่งวงดนตรีร็อคส่วนตัว คงเป็นเพราะคาแร็คเตอร์อันโดดเด่น
ของทาคุที่ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำของผู้คนในเวลาอันรวดเร็ว

อาเฮียฟันธงสรุปว่า โอทาคุ กำเนิดมาก็จากไอ้หมอเนี่ยแหละ
ทำนองว่าใช้ไปใช้มา เวลาพูดชื่อโอทาคุปุ๊บ คนก็จะนึกภาพลักษณ์ของหมอนี่ปั๊บ
เลยกลายเป็นว่า เวลาเจอคนที่มีลักษณะเพี้ยน Nerd คล้ายๆ กัน
ก็มักจะแซวกันว่า "เป็นโอทาคุเรอะ"

คำว่าโอทาคุจึงแพร่หลายถึงปัจจุบัน โดยน้อยคนนักจะรู้ถึงต้นกำเนิดมัน

เรื่องเล่านี้ถ้าให้พูด ผู้เขียนก็คงว่าเหมือนกับคำว่า "เกรียน" นี่แหละ
เริ่มต้นจากการใช้เรียกคนคนเดียว แล้วแพร่หลาย
จนกลายเป็นคำใช้เรียกเหมาคนที่มีลักษณะเดียวกันทั้งหมด

ล่าสุดทาคุลงสมัครหาเสียงเป็นผู้ว่าเขตชิบุยะในปี 2007 ที่เพิ่งผ่านมา
โดยทรงเครื่องในชุดเหมด (สาวใช้) ไปยืนหาเสียงหน้าอนุสาวรีย์เจ้าหมาน้อยฮะจิ

"ชิบุยะกำลังพ่ายแพ้ให้แก่อากิบะ (อากิฮาบาระ)
ผมจะเพิ่มเหมดคาเฟ่ให้มากขึ้น
จะทำให้ชิบุยะกลายเป็นโมเอะทาวน์ให้จงได้
"

และสโลแกนหาเสียงประจำตัวเขาคือ
"นำความโมเอะมาสู่เมือง"




ทาคุ ฮะจิโร่ กับไอเทมประจำตัว แมจิคแฮนด์


ทาคุสอบตกไปตามระเบียบด้วยคะแนนเสียง 5605 คะแนน
ซึ่งนับเป็น 8.5% ของคะแนนเสียงทั้งหมด
(ควรจะพูดว่าโล่งอกหรือหนักใจกับ 8.5% นี้ดี?)

คลิปวีดีโอการหาเสียงตัวนี้คิดว่าหลายๆ คนอาจจะเคยเห็นมาบ้าง
เพราะว่าตอนนั้นเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปพักใหญ่เหมือนกัน
ผู้เขียนก็เคยได้ดู แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าหมอนี่คือใคร


ไม่น่าเชื่อเนอะ...
ใช่ ผู้เขียนเองได้ฟังแล้วก็ไม่เชื่อ จนต้องกลับมาทำรีเสิร์ชเพิ่มเติม
ทำให้ได้เบื้องลึกที่มาของคำว่า โอทาคุ เพิ่มอีกหลายทฤษฎี



- ทฤษฎีที่ 2 -

เป็นข้อมูลที่ได้จากเพื่อนอีกท่าน
ซึ่งรู้ภาษาญี่ปุ่นและมีคอนเน็คชั่นกับเพื่อนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
(ไม่ใช่ใครหรอก ก็ไอ้ที่แปลแฟนซับ AIR นั่นแหละ)

ข้อมูลที่หมอส่งมาเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่แปลได้ใจความว่า
แต่เริ่มเดิมที คำว่า โอทาคุ มันกำเนิดมาจาก กลุ่มแม่บ้านยามบ่าย

ฮั่นแน่... มาแปลก

ถ้าเคยอ่านการ์ตูนหรือดูดราม่าญี่ปุ่น น่าจะเคยเห็นกันบ้าง
กับภาพแม่บ้านญี่ปุ่นหิ้วตระกร้ากับข้าวบ้างละ ถือไม้กวาดบ้างละ
อุ้มแมวบ้างละ ยืนจับกลุ่มสุมหัวคุยกันหน้าอพาร์ทเมนท์ที่พัก
ไอ้เนี่ยแหละที่เขาเรียกว่า "กลุ่มแม่บ้านยามบ่าย" ของญี่ปุ่น

เหล่าแม่บ้านที่รอสามีรอลูกกลับบ้าน หลังจากทำงานบ้านช่วงเช้าเสร็จ
บ่ายมันก็ว่างไม่มีอะไรทำ เลยมักจะมารวมกลุ่มกันเพื่อพูดคุยสัพเพเหระ
ซุบซิบนินทาครอบครัวโน้นบ้างละ พูดคุยโอ้อวดลูกชายตัวเองบ้างละ

บางครอบครัวมีลูกชายบ้าการ์ตูน บ้าพลาโม บ้ารถไฟจำลอง
ก็เอามาปรับทุกข์ให้เพื่อนบ้านฟัง คนอื่นๆ ฟังแล้วเวลาจะออกความเห็น
มักจะพูดว่า 「御宅のお子さん・・・」 (โอทาคุ โนะ โอโกะซัง...)
ซึ่งแปลได้ว่า "คุณลูกบ้านเธอ..." แล้วจะออกความเห็นยังไงต่อก็ว่าไป

พูดไปพูดมาบ่อยครั้งเข้า มันก็เหลือแค่สั้นๆ ว่า
「御宅は・・・」 (โอทาคุ วะ...)

"ลูกบ้านนะชั้นเอาแต่เล่นเกม อ่านการ์ตูน..."
"โอทาคุ วะ..." (บ้านเธอล่ะ...)

จนคำว่าโอทาคุถูกใช้แพร่หลาย
และเป็นคำที่ใช้เรียกเหล่าเด็กผู้คลั่งไคล้การ์ตูน และของเล่นไปในที่สุด

โอทาคุทั้งหลาย...
สำนึกตนเถิดว่าตนนั้นกำเนิดมาจากการจับกลุ่มนินทาของเหล่าอาซิ้ม

ฮา ฮา



- ทฤษฎี 3 -

ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อ้างว่าโอทาคุเป็นต้นกำเนิดของจักรวาล...

เฮ่ย ไม่ช่าย

อันนี้ผู้เขียนคุ้ยเจอเองใน wiki
จริงๆ ก็อ่านเจอหลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีนี้อ่านแล้วน่าเชื่อดี

ทฤษฎีนี้เขียนไว้ว่า โอทาคุ กำเนิดจาก มาครอส (Macross)

จริ๊งงงง...


Macross หรือชื่อเต็มๆ ว่า 超時空要塞マクロス
(Dimension Fortress Macross)
คือชื่ออนิเมหุ่นยนต์ที่เริ่มฉายปี 1982 และกลายเป็นอนิเมดังคับฟ้า

ทีนี้พระเอกสุดเท่ของเรื่องซึ่งมีชื่อว่า อิจิโจ ฮิคารุ 一条輝
มีนิสัยพิลึกๆ ก็คือมักจะใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 เรียกคู่สนทนาว่า "โอทาคุ"
ซึ่งเป็นสรรพนามแบบสุภาพใช้เรียกบุคคลที่ค่อนข้างห่างเหิน
(และมีความหมายในเชิงประชดกลายๆ)

ในกลุ่มคนบ้าการ์ตูนที่ได้ดูเรื่องนี้กัน ก็เลยเอามาใช้คุยเล่นกันในวง
โอทาคุ (นาย) อย่างโน้น... โอทาคุ (นาย) อย่างนี้...
และแพร่หลายไปทั่วในฐานะคำที่ใช้เรียกพวกบ้าการ์ตูนในเวลาต่อมา


...ต๋งมงเหมียวขื่อด้วยประการฉะนี้


แม้ว่าที่มาของโอทาคุจะมีหลายทฏษฎี แต่ทุกที่มักจะระบุคล้ายกันว่า
คำนี้เริ่มมีการใช้ในช่วงประมาณปี 1980 กว่าๆ

มาครอสเริ่มฉายปี 1982
นายทาคุเริ่มตกเป็นเป้าสื่อมวลชนประมาณปี 1983
(ส่วนไอ้ชมรมแม่บ้านนั่น... ไม่รู้)

แต่อย่างไรก็ตาม แรงบูมของการ์ตูนและอนิเมมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว
สมัยที่คำโอทาคุยังไม่กำเนิด เหล่าผู้คนที่บ้าคลั่งในการ์ตูน
จะถูกเรียกด้วยคำว่า เบียวคิ ビョーキ และ นิจิคอน 二次コン ครับ

คำว่า เบียวคิ แปลได้ว่า "ป่วย"
ซึ่งคงตีความหมายได้ว่าอาการป่วยทางจิตจากการคลั่งไคล้อย่างเกินพอดี

ส่วน นิจิคอน นั้นย่อมาจากคำว่า นิจิเก็นคอมเพล็กซ์ 二次元コンプレックス
ที่แปลได้ว่า "อาการคลั่งไคล้โลกสองมิติ" (นิจิเก็น = สองมิติ) นั่นเอง



ผู้เขียนไม่สามารถตัดสินได้ว่าการเป็น "โอทาคุ" นั้นเป็นสิ่งผิดหรือถูก
แต่ผู้เขียนมีความคิดเห็นต่อโอทาคุค่อนข้างชัดเจน
(มีเขียนไว้ตั้งแต่ entry แรกสุดของบล็อกด้วยซ้ำไป)
และอยากจะชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นเจ้าของคำเอง
ยังมองความหมายของโอทาคุไปในทางที่ไม่สู้ดีนัก

ดังนั้น ก่อนที่จะเชิดอกรับ Rank "โอทาคุ"
กรุณาพิจารณาดูอีกสักครั้งว่ามันน่าภูมิใจมากน้อยเพียงใด?
คำแสลงความหมายไม่ดีจากต่างชาติคำนี้
สมควรนำมาพูดเชิดชูให้เป็นสิ่งดีหรือไม่?


...ขอได้โปรดตรองดู



อนึ่ง
ใครมีทฤษฎีที่มาของคำว่าโอทาคุเจ๋งๆ แบบอื่น มาแชร์กันโดยไว

Comment

Comment:

Tweet


มันจะมากไปแย้วว อิอิ surprised smile
#62 by work permit (113.53.143.152) At 2010-05-09 18:33,
เจ๋งเวอร์ โอตาคุมันลึกล้ำขนาดนี้เลยหรอฟะ สุโก้ยยยยยยยยยยย
#61 by araraki-san bakemonogatari (115.67.153.124) At 2010-01-07 20:15,
กะเปนคนดีนะ....ไม่ทำความเดือดร้อนไห้ไคร..

ญี่ปุ่นกะไทยมันคนละเรื่องกานนน55555
#60 by (125.27.149.81) At 2009-10-04 16:28,
สาระเพคะ! เป็นข้อมูลที่มาของคำว่า "โอทาคุ"

แบบมีสาระ ที่หาได้ยากยิ่งนักค่ะ!

ปล. เอาไปเลยค่ะ 5 ดาว!! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
#59 by แมวปู At 2009-01-19 19:09,
โอตาคุนำไปสู่อาการของโรคจิตประเภมหนึ่งได้
เคยอ่านมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง(จำชื่อไม่ได้แล้ว)
จริงอยู่ว่าคนญี่ปุ่นเองไม่ปลื้มนักหรอกที่ประเทศตัวเองมีคนเป็นโอตาคุ
แต่นะถ้าลองดูรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่นดูละก็จะเห็นอะไรที่บ่งบอกอยู่กลายๆว่า
ลักษณะการชื่นชมของคนญี่ปุ่นเองนั้นแหละที่ทำให้โอตาคุแพร่หลายและคงอยู่อย่างถาวรในประเทศตัวเอง
#58 by ari (58.8.227.122) At 2009-01-11 16:06,
....ยอดมากเลยเพ่...

แต่งเมดออกหาเสียง

สุดยอด...

8.5% นั่นสินะคะ จะหนักใจหรือโล่งใจ(ดีวะ)
#57 by bloodrain At 2008-12-05 22:26,
โอ้....เพี้ยน ไปแล้ว
ทฤษฎีแรก...ท่าจะตรงกับเรานะนี่

เจ๋งอ่ะ สุดยอดกับการหาข้อมูล ชอบจ้าconfused smile
#56 by sumire (58.9.126.197) At 2008-12-05 21:34,
อืม...สำหรับเราแล้ว "โอทาคุ" ก็คือคนที่คลั้งไคล้การ์ตูนด้วยความชอบส่วนตัว ไม่คิดว่าเป็นเรื่องไม่ดีนะ และที่ถูกมองเป็นแง่ไม่ดีก็เพราะบางคนอาจจะชอบทำอะไรแผลงๆ มากกว่า
#55 by Chibidora (61.90.69.118) At 2008-12-05 21:22,
sad smile

โมเอ้จงเจริญ!!!

Hot!
#54 by • CIRCLE • At 2008-12-05 21:09,
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รู้เกี่ยวกับที่มาของคำว่าโอตาคุนะคะเนี๊ยะ ถึงแม้ว่ามันจะมีหลายทฤษฎีจนไม่รู้ว่าอันไหนกันแน่ที่เป็นที่มาจริงๆแต่ว่าแต่ละอันก็น่าสนใจดีนะคะ ขอบคุณนะคะที่เอามาให้อ่าน

ป.ล. ว่าแต่ทำไมทาคุซังไม่ไปลงสมัครในเขตอากิฮาบาระหละคะ น่าจะได้คะแนนเสียงเยอะกว่านี้นะคะsad smile
#53 by sunnysymphony At 2008-12-05 14:14,
ทฤษฎีที่ 1 ก็แปลกแล้ว แ่ข้อถัดมาแปลกกว่าแฮะ xD
(น่าเชื่อถือๆ จริงๆอาจเกิดจากหลายๆ อย่างคำนี้จึงแพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้รึเปล่านะ)

ขอบคุณค่ะที่เอามาเล่าสู่กันฟัง double wink
#52 by เฟย เฟย >> Pandy-DoG ~* At 2008-12-04 21:38,
กร๊ากๆๆๆๆๆ โดนใจ โดยเฉพาะทฤษฎีที่3
ขอบพระคุณมากนะคะ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!